Page 179 - kpi20530
P. 179
1
องค์การบริหารส่วนตำบลนาเกตุ เป็นชุมชนขนาดเล็กตั้งอยู่กระจัดกระจายครอบคลุม
พื้นที่ขนาดใหญ่ ชุมชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม 65.48% จากประชากรทั้งหมดพื้นที่ มีผู้ที่
นับถือศาสนาพุทธเพียง 34.52% กล่าวได้ว่าเป็นชุมชนแบบพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรมแต่สามารถที่จะรวมกันได้แบบไม่ขัดแย้งแม้ว่าจะไม่กลมกลืนทางศาสนา
ภาษา อัตลักษณ์ก็ตาม อย่างไรก็ดี จากสภาพทำเลที่ตั้งตำบลนาเกตุถูกจัดอยู่ในพื้นที่สีแดงใน
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งไม่มีแนวโน้มว่าเหตุการณ์จะยุติลง เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น
มีมาอย่างยาวนานจนนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม
และคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ มีการสร้างความเกลียดชังให้เกิดความแตกแยกและหวาดระแวง
มากขึ้น เป็นความหวาดระแวงระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ และความหวาดระแวงระหว่าง
ประชาชนด้วยกันเอง ความบาดหมางร้าวลึกลงไปถึงระดับชุมชนจนไม่เหลือพื้นที่แห่งความสันติสุข
และความสมานฉันท์ร่วมกัน ส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของคนที่อาศัยอยู่ไม่มีความสุขและ
ต้องคอยระมัดระวังตัวอยู่เสมอในการใช้ชีวิต
กลยุทธ์สำคัญเพื่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลนาเกตุที่นำมาใช้เป็นหลัก
คือ การแทรกกิจกรรมสร้างความสามัคคีในทุกโอกาสของการบริหารงาน สร้างการมีส่วนร่วม
ในชุมชนในทุกโครงการ สร้างพลังแห่งจิตอาสาให้เกิดขึ้นในพื้นที่และต่อยอดไปยังเด็กและเยาวชน
มุ่งเน้นประสานงานองค์กรชุมชน จัดกิจกรรมสร้างความสามัคคีอย่างสม่ำเสมอ มอบการบริการ
ด้วยใจเป็นธรรม ที่สำคัญคือเน้นความเสมอภาคและเท่าเทียมกันเป็นฐานสำคัญในการบริหาร
งานจนทำให้ อบต.นาเกตุ ได้รับรางวัล ตำบลต้นแบบไร้ความรุนแรง
สำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเลิศ ด้านการเสริมสร้างสันติสุข
และความสมานฉันท์ ขององค์การบริหารส่วนตำบลนาเกตุ ได้แก่
โครงการชมรมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ
จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดปัตตานีที่มาตั้งแต่เดือนมกราคม
พ.ศ. 2547-2561 ไม่ว่าจะเป็นการลอบยิงเสียชีวิตจำนวน 22 คน ลอบยิงจนได้รับบาดเจ็บจำนวน
34 คน เสียชีวิตจากระเบิดจำนวน 3 คน ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดจำนวน 3 คน โรงเรียน
ถูกเผาจำนวน 2 โรง ถูกทำร้ายและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินจำนวน 11 คน มีการเผายาง
รถยนต์ก่อกวนจำนวน 32 ครั้ง หากพิจารณาจากสถิติความรุนแรงในพื้นที่ตำบลนาเกตุมีผู้ที่ได้รับ
รางวัลพระปกเกล้า’ 62

