Page 181 - kpi20756
P. 181

การประชุมวิชาการ
                                                                                        สถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 21   181
                                                                                        ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพประชาธิปไตย


                      ในระดับสูง แรงกดดันจากมวลชนให้รัฐบาลดำเนินนโยบายการกระจายทรัพยากรจะมีสูง
                      ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว โอกาสที่ชนชั้นนำที่ต้องการป้องกันผลประโยชน์ของตนไม่ให้

                      สูญเสียไปจากนโยบายนี้ จะเลือกยุทธศาสตร์สนับสนุนการใช้กำลังในการโค่นล้มรัฐบาล
                      ประชาธิปไตยจะมีสูง เพราะต้นทุนของการเปลี่ยนระบอบกลับไปเป็นเผด็จการอำนาจนิยมจะต่ำ
                      กว่าต้นทุนที่จะเสียไปจากนโยบายการกระจายอำนาจ (Boix, 2003) ในสถานการณ์ที่กล่าวมา

                      ข้างต้นนั้น อเซโมกลู และโรบินสันมีความเห็นไม่แตกต่างจากบอร์ซ ความแตกต่างที่สำคัญ
                      อเซโมกลู และโรบินสันมองว่าโอกาสที่จะเกิดประเทศประชาธิปไตยที่มีความเหลื่อมล้ำสูงนั้น

                      จะค่อนข้างน้อย เพราะในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงจะยากที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย
                      ตั้งแต่แรกเริ่มนั่นเอง ในกรณีของประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำปานกลาง รัฐบาลประชาธิปไตย
                      มักจะไม่ประสบปัญหาเรื่องแรงต่อต้านจากชนชั้นนำในการดำเนินนโยบายกระจายทรัพยากร

                      มากนัก เพราะผลประโยชน์ที่ชนชั้นนำจะเสียไปมีไม่มากนัก (Acemoglu and Robinson, 2006)


                            แม้ว่างานสองชิ้นนี้จะดูมีความแตกต่างกัน แต่ในทางตรรกะแล้วงานทั้งสองอยู่บนฐานคติ
                      เดียวกันนั่นคือ ฐานคติแบบทฤษฎีทางเลือกที่มีเหตุผล (rational choice) ซึ่งในแง่หนึ่งมองว่า
                      ตัวแสดงมีการจัดลำดับความต้องการของตนที่ชัดเจน และในอีกแง่หนึ่งมองว่าตัวแสดงจะ

                      ปรับเปลี่ยนความต้องการตามสถานการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกัน รวมทั้งการคาดคะเนปฏิสัมพันธ์
                      เชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย ในกรณีนี้งานสองชิ้นนี้มองว่า ตัวแสดงสำคัญ

                      ในกระบวนการประชาธิปไตยคือ ชนชั้นนำ และมวลชน ตัวแสดงทั้งสองจะกำหนดยุทธศาสตร์
                      การเคลื่อนไหวบนฐานของมุมมองที่มีต่อ “สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ” รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ของ
                      ฝ่ายตรงข้าม ด้วยเหตุที่งานทั้งสองให้ความสำคัญกับ “ความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งเป็นปัจจัยทาง

                      เศรษฐกิจ ทำให้อาจให้คำจำกัดความงานกลุ่มนี้ว่าเป็น “ปัจจัยเชิงเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อ
                      การเปลี่ยนแปลงระบอบการเมือง”


                            งานวิชาการในระยะหลังได้นำเสนอข้อโต้แย้งงานกลุ่มนี้ในหลายลักษณะ ในลักษณะแรก
                      มีการชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ของชนชั้นนำในการตอบโต้ต่อสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ และ

                      การเรียกร้องของมวลชนให้กระจายทรัพยากรมีหลากหลายลักษณะ ไม่จำเป็นว่าจะต้องสนับสนุน
                      ให้รัฐบาลเผด็จการอำนาจนิยมใช้วิธีกดทับมวลชนด้วยความรุนแรงเสมอไป ดังเช่นงานของ

                      เบน อันเซล (Ben Ansell) และเดวิด ซามูเอลส์ (David Samuels) ที่ชี้ให้เห็นว่า ในบริบทของ
                      ประเทศเผด็จการอำนาจนิยมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง และเกิดตัวแสดงใหม่นั่นคือชนชั้นนายทุนใหม่
                      สิ่งที่ตัวแสดงใหม่เหล่านี้ต้องการคือ การปกป้องคุ้มครองความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของตนไม่ให้ถูก

                      ฉกฉวยหรือยึดครองโดยรัฐ ภายใต้บริบทเช่นนี้ตัวแสดงเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมองว่าประชาธิปไตย
                      จะเอื้อต่อผลประโยชน์ของตนมากที่สุด และสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

                      (Ansell and Samuels, 2010) นอกจากนี้เหตุผลที่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจอาจจะเลือกสนับสนุน
                      ประชาธิปไตยยังอาจมีที่มาจากการคาดคะเนว่าในระบอบประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นมาใหม่พวกเขา
                      สามารถเข้าไปมีอิทธิพลในกระบวนการทางการเมืองเพื่อสกัดกั้นการดำเนินนโยบายกระจาย

                      ทรัพยากรได้ (Albertus and Menaldo, 2013)                                                           เอกสารประกอบการสัมมนากลุ่มย่อยที่ 3
   176   177   178   179   180   181   182   183   184   185   186